กดแชร์ด้วยนะคะ^^

ลดนำ้หนักแล้วหน้าตอบ กินเพิ่มแล้ว 😋อ้วนแต่ตัว/หน้าไม่กลับมา😱 | DOCTOR DAYDREAMER  #SKIN101 ep.45 : hollow face and rapid weight loss 

ทำไมน้ำหนักกลับมาแล้ว…แต่ “หน้าไม่กลับมา”?

“ตอนนั้นกินข้าวไม่ลง น้ำหนักจาก 53 เหลือ 43 กิโลในเดือนเดียว หน้าตอบมาก ขมับหายไปเลย

หลังจากนั้นพยายามกินเพิ่ม น้ำหนักค่อย ๆ กลับมา จนตอนนี้ 55 กิโลแล้ว

แต่หน้าก็ยังไม่กลับมาเหมือนเดิมค่ะ 🥲”

น้ำหนักมากกว่าเดิมแล้ว ทำไมหน้าถึงยังตอบอยู่?

เพราะ Facial volume ไม่ได้ restore ตามตัวเลขบนตาชั่ง

ถ้ามองร่างกายเป็นแค่สมการ

น้ำหนักลง → ไขมันลด

น้ำหนักขึ้น → ไขมันเพิ่ม

ก็น่าจะคิดว่า 53 → 43 → 55 kg

หน้าแฟบ → หน้าเต็ม → กลับมาเหมือนเดิม

แต่ในโลกจริง ร่างกายไม่ได้ทำงานแบบกดปุ่ม Undo นะคะ

Weight regain ≠ facial volume restored

(น้ำหนักกลับมา ≠ ปริมาตรใบหน้ากลับมาเท่าเดิม)

“น้ำหนัก” ไม่ใช่ “ไขมันทั้งร่างกาย”

สมมติเราลดจาก 53 → 43 kg เท่ากับลดไป 10 kg หรือประมาณ 18.9% ของน้ำหนักตัวในเวลาเพียง 1 เดือน

ตัวเลขนี้เร็วมาก และ 10 kg ที่หายไป ไม่ได้หมายความว่าเป็นไขมัน 10 kg ทั้งหมด

ในช่วงที่กินได้น้อยมาก ร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงหลายอย่างพร้อมกัน เช่น

  • glycogen ↓ (แหล่งเก็บคาร์โบไฮเดรตสำรอง)
  • water ↓ (น้ำที่จับอยู่กับ glycogen และน้ำในร่างกาย)
  • fat ↓ (ไขมัน)
  • lean tissue ↓ (เนื้อเยื่อที่ไม่ใช่ไขมัน เช่น กล้ามเนื้อและองค์ประกอบอื่น ๆ)

ดังนั้น น้ำหนักที่หายไป ≠ ไขมันที่หายไป

และในทางกลับกัน น้ำหนักที่กลับมา ≠ ไขมันกลับมาเท่าเดิมทุกตำแหน่ง

1️⃣ ไขมันไม่ได้กระจายกลับแบบ “ถอน 20% แล้วฝากคืน 20%”

ลองสมมติว่าร่างกายมีไขมันอยู่หลาย “บัญชี” หน้าผาก/ขมับ แก้ม หน้าท้อง ลำตัว สะโพก ต้นขา visceral fat (ไขมันรอบอวัยวะภายใน) subcutaneous fat (ไขมันใต้ผิวหนัง)

ตอนน้ำหนักลด เราไม่ได้ถอนเงินจากทุกบัญชีเท่ากัน

และตอนน้ำหนักเพิ่มกลับมา… ร่างกายก็ไม่ได้ฝากเงินกลับทุกบัญชีในสัดส่วนเดิม

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Regional fat distribution

(การกระจายไขมันตามแต่ละบริเวณของร่างกาย)

มีงานวิจัยในคนที่ศึกษาการลดน้ำหนักแล้วน้ำหนักกลับขึ้น พบว่า การเปลี่ยนแปลงของ fat depots (แหล่งสะสมไขมันแต่ละบริเวณ) และ lean tissue ไม่ได้กลับมาในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

ดังนั้น 53 → 43 → 55 kg

ไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึง facial fat 100 → 70 → 100

แต่อาจเกิดภาพประมาณว่า facial fat 100 → 60 → 75

ขณะที่ไขมันบริเวณลำตัวหรือส่วนอื่นกลับมาได้มากกว่า

“ตัวกลับมาแล้ว แต่หน้าไม่กลับ”

2️⃣ แล้วทำไมไขมันแต่ละบริเวณถึงไม่เหมือนกัน?

เพราะ adipose tissue หรือ เนื้อเยื่อไขมัน ไม่ใช่สิ่งเดียวกันทั้งร่างกาย

ไขมันแต่ละ depot (แหล่งสะสมไขมัน) มี biological behavior (พฤติกรรมทางชีววิทยา) แตกต่างกัน

ปัจจัยสำคัญมีหลายอย่าง

1. 🧬 Insulin sensitivity ความไวต่ออินซูลิน

Insulin เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ช่วยควบคุมการเก็บและการปล่อยพลังงานของ adipocyte (เซลล์ไขมัน)

ดังนั้น depot ที่ไวต่อ insulin ต่างกัน ก็อาจมีพฤติกรรมในการเก็บไขมันต่างกัน

2. 🔥 Lipolytic activity ความสามารถในการสลายและปล่อยไขมัน

เวลาร่างกายอยู่ในภาวะ calorie deficit (ได้รับพลังงานน้อยกว่าที่ใช้)

ไขมันจะถูกสลายออกจาก adipocyte

แต่ละ depot ไม่ได้ปล่อยไขมันด้วยความเร็วเท่ากัน

บางแห่ง mobilize (ดึงออกมาใช้) ได้ง่ายกว่า

บางแห่งค่อนข้าง resistant (ดึงออกมาใช้ได้ยากกว่า)

ดังนั้นลดน้ำหนัก 10 kg ไม่ได้แปลว่าไขมันทุกส่วนลดลง 10% เท่ากัน

3. ⚡ Adrenergic receptors ตัวรับสัญญาณจากฮอร์โมน

ฮอร์โมนจากระบบ sympathetic เช่น adrenaline และ noradrenaline สามารถกระตุ้นการสลายไขมัน lipolysis ผ่าน adrenergic receptors (ตัวรับบนเซลล์ที่ตอบสนองต่อสัญญาณเหล่านี้)

β-adrenergic signaling → ช่วยกระตุ้น lipolysis

α2-adrenergic signaling → มีผลยับยั้ง lipolysis

แต่ในมนุษย์จริง ๆ ระบบนี้ซับซ้อนกว่าสมการง่าย ๆ มาก เพราะ receptor มีหลาย subtype และมี signaling pathway อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ไขมันแต่ละ depot ไม่ได้มี receptor profile เหมือนกัน

จึงตอบสนองต่อสัญญาณการสลายไขมันไม่เท่ากัน

4. 🩸 Blood flow เลือดที่มาเลี้ยงเนื้อเยื่อ

Adipose tissue ไม่ใช่ก้อน inert fat (ก้อนไขมันเฉย ๆ)

มันเป็น metabolic/endocrine tissue (เนื้อเยื่อที่มีบทบาทต่อ metabolism และฮอร์โมน)

ต้องมีเลือดมาช่วยขนส่ง

  • fatty acids
  • glucose
  • insulin
  • hormones
  • metabolites

ดังนั้น regional blood flow (การไหลเวียนเลือดเฉพาะบริเวณ) ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดพฤติกรรมของแต่ละ depot

5. 🧫 Adipocyte size ขนาดของเซลล์ไขมัน

เวลาน้ำหนักเพิ่ม adipocyte hypertrophy (เซลล์ไขมันเดิมมีขนาดใหญ่ขึ้น)

เวลาน้ำหนักลด adipocyte shrinkage (เซลล์ไขมันมีขนาดเล็กลง)

เซลล์ไขมันไม่ได้จำเป็นต้อง “หายไป” ตอนเราลดน้ำหนัก

ส่วนใหญ่เป็นการที่เซลล์เดิมมี lipid storage ลดลงและมีขนาดเล็กลง

ดังนั้นการลดน้ำหนักไม่ได้หมายความว่า

“ไขมันบริเวณนั้นถูกลบออกจากร่างกายถาวร”

แต่ปัญหาคือ… การที่เซลล์สามารถเติมกลับ ไม่ได้แปลว่า depot ทั้งหมดจะกลับมาเหมือนเดิม

6. 🧬 Precursor/adipocyte biology ความสามารถของเนื้อเยื่อในการสร้าง/เติมเซลล์ไขมัน

Adipose tissue มี precursor cells (เซลล์ต้นกำเนิด/เซลล์ตั้งต้นของ adipocyte) อยู่ด้วย

การเพิ่มปริมาณไขมันจึงเกิดได้ทั้ง Hypertrophy เซลล์เดิมใหญ่ขึ้น

และ Hyperplasia มีการเพิ่มจำนวน adipocytes

แต่ความสามารถในการสร้าง adipocyte และ biology ของแต่ละ depot ก็แตกต่างกัน

ดังนั้น “ไขมันกลับมา” จึงไม่ใช่กระบวนการง่าย ๆ ว่าเซลล์เดิมพองกลับอย่างเดียว

7. 🧪 Hormonal environment สภาพแวดล้อมของฮอร์โมน

การกระจายไขมันยังได้รับอิทธิพลอายุ เพศ และ metabolic state และจาก

  • insulin
  • cortisol
  • catecholamines
  • sex hormones
  • growth hormone
  • thyroid hormones
  • leptin
  • adiponectin

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนสองคนลดน้ำหนักเท่ากัน

regional fat loss และ fat regain ก็อาจไม่เหมือนกัน

3️⃣ คำว่า facial fat เหมือนกับว่าบนหน้ามีไขมันอยู่ก้อนเดียว จริง ๆ แล้วไม่ใช่

ใบหน้ามีหลาย fat compartments (ช่อง/ชั้นไขมันที่แยกกันทางกายวิภาค) เช่น

  • temporal fat (ไขมันบริเวณขมับ)
  • superficial cheek fat (ไขมันชั้นตื้นบริเวณแก้ม)
  • deep medial cheek fat (ไขมันแก้มชั้นลึก)
  • buccal fat (ไขมันกระพุ้งแก้ม)
  • malar fat (ไขมันบริเวณโหนกแก้ม)
  • periorbital fat (ไขมันรอบเบ้าตา)
  • SOOF (ไขมันชั้นลึกใต้กล้ามเนื้อรอบตา)

แต่ละ compartment อยู่คนละตำแหน่ง มี connective tissue (เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน)

และ mechanical constraints (โครงสร้างที่ช่วยกำหนดรูปร่างและการเคลื่อนไหว) แตกต่างกัน

ดังนั้น temple ≠ cheek ≠ buccal ≠ periorbital fat

และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหน้าไม่ได้ “ยุบพร้อมกันทั้งหน้า”

4️⃣ ขมับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก

เวลาน้ำหนักลดเร็วจะสังเกตว่า “ขมับหาย”

Temporal region (บริเวณขมับ) มี superficial temporal fat compartment (ช่องไขมันชั้นตื้นบริเวณขมับ) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงตามน้ำหนักตัวได้

มี preliminary study (งานศึกษาขนาดเล็กเบื้องต้น) ในบริบท GLP-1 หรือ ปากกาลดนำ้หนัก ที่รายงานการลดลงของ superficial temporal fat และ cheek fat หลังน้ำหนักลดอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ต้องย้ำว่า การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 5 คน

ดังนั้นมันเป็นหลักฐานที่น่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถใช้สรุปว่า

“GLP-1 ทำให้ไขมันขมับหายถาวร” ได้ค่ะ

สิ่งที่พูดได้ คือ facial fat compartments สามารถสูญเสีย volume (ปริมาตร) อย่างชัดเจน

ระหว่าง rapid weight loss และแต่ละ compartment อาจตอบสนองไม่เท่ากัน

5️⃣ ที่สำคัญกว่านั้นคือ…มันไม่ได้มีแค่ไขมัน

ถ้าน้ำหนักลด 10 kg ใน 1 เดือน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ fat ↓

แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของทั้ง skin + subcutaneous fat + extracellular matrix + connective tissue + lean tissue

หรือพูดง่าย ๆ ว่า…

ไม่ได้มีแค่ “ของข้างในหาย” แต่ “โครงสร้างที่ห่อและพยุงของข้างใน” ก็ต้องปรับตัวตาม

6️⃣ Skin ไม่ใช่ลูกโป่งที่แฟบแล้วกลับมาเหมือนเดิม 100%

ลองนึกถึงลูกโป่ง เป่าลมเข้า → ผิวตึง

ปล่อยลมออก → ผิวแฟบ

แล้วเป่ากลับเข้าไปใหม่

ไม่ได้หมายความว่าผิวลูกโป่งจะกลับไปมี tension และ microstructure (โครงสร้างระดับจุลภาค) เหมือนก่อนทุกประการ

ผิวหนังมนุษย์ก็ไม่ได้เป็น elastic balloon แบบสมบูรณ์

เมื่อ volume ใต้ผิวลดลงมาก โดยเฉพาะอย่างรวดเร็ว

skin envelope (ผิวหนังที่ห่อหุ้มเนื้อเยื่อด้านล่าง) และ extracellular matrix หรือ ECM (โครงข่ายเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงเซลล์ เช่น collagen และ elastin) สามารถเกิด remodeling (การปรับโครงสร้างใหม่)

ดังนั้นเมื่อ volume กลับมา ผิวไม่ได้จำเป็นต้องกลับไปอยู่ใน mechanical state (สภาพแรงตึงและการพยุงเชิงกล) แบบเดิม

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ massive weight loss (การลดน้ำหนักจำนวนมาก)

สามารถทำให้เกิดทั้ง deflation + laxity

คือ volume หาย + ผิวหย่อน พร้อมกัน

7️⃣ แล้ว lean mass เกี่ยวไหม?

เกี่ยวได้ และเป็นอีกตัวแปรที่ไม่ควรมองข้าม

ถ้าคนไข้กินไม่ได้จริง ๆ จน 53 → 43 kg ในเดือนเดียว

10 kg ที่หายไปอาจไม่ใช่ fat ทั้งหมด

อาจมี glycogen ↓ water ↓ fat ↓ lean tissue ↓ เกิดขึ้นพร้อมกัน

ตอนเริ่มกินใหม่ glycogen และน้ำสามารถกลับมาได้ค่อนข้างเร็ว

ไขมันก็กลับมาได้

แต่การฟื้นตัวของ lean tissue ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในอัตราเดียวกัน

8️⃣ แล้วทำไม “ไขมันกลับมา” แต่หน้าไม่กลับ?

ช่วง weight loss: fat ↓ แต่ลดไม่เท่ากันทุก depot

พร้อมกับ lean tissue ↓

และ skin/ECM/mechanical environment เปลี่ยน

จากนั้นเกิด weight regain fat ↑ แต่… ไม่ได้กลับทุก depot เท่ากัน

พร้อมกับ glycogen + water ↑ และ lean tissue อาจกลับมาไม่เท่ากันหรือไม่เร็วเท่ากัน

สุดท้ายจึงเกิดภาพ

body weight = กลับมาแล้ว

facial architecture = ไม่จำเป็นต้องกลับมาเหมือนเดิม

นี่คือเหตุผลที่ 55 kg body ≠ 53 kg face

แม้ตัวเลขบนเครื่องชั่งจะกลับมาแล้วก็ตาม

9️⃣ ดังนั้น “fat redistribution” สำคัญกว่า “fat replacement”

คำว่า fat redistribution (การกระจายไขมันใหม่)

“ไขมันถูกเอาออก แล้วเอากลับมาเติมที่เดิม” ไม่จริง!!!!

ตอนลดน้ำหนัก ไขมันจาก หน้าผาก/ขมับ แก้ม ลำตัว หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ลดลงในอัตราที่ไม่เท่ากัน

ตอนน้ำหนักกลับ ไขมันก็กลับมาในอัตราที่ไม่เท่ากันเช่นกัน ดังนั้นอาจเกิด

abdomen ↑↑ trunk ↑↑ subcutaneous fat ↑ แต่ temporal/midface ↑ น้อยกว่า

ผลลัพธ์คือ น้ำหนักกลับมาแล้ว แต่สัดส่วนของใบหน้าไม่เหมือนเดิม

🔟 และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “เพิ่มน้ำหนักเพื่อให้หน้ากลับ” ไม่ใช่ strategy ที่แม่นยำ

เพราะเราไม่สามารถสั่งร่างกายได้ว่า “เพิ่มอีก 5 kg แต่ขอไปลงขมับนะ”

ร่างกายเป็นคนจัดสรรเอง

ดังนั้นเราอาจกินเพิ่ม 43 → 55 kg

แต่ไขมันที่กลับมาอาจไปทาง abdomen, trunk, visceral/subcutaneous depots, hips/thighs มากกว่าบริเวณที่เราต้องการ

สุดท้าย “ตัวไม่ได้ผอมแล้ว แต่หน้ายังตอบ”

🧩 Quantity ≠ Architecture

นี่เป็น concept ที่สำคัญมากค่ะ

แม้ adipocyte จะสามารถเติม lipid กลับได้

แต่ facial appearance ไม่ได้เกิดจาก “ปริมาณไขมัน” อย่างเดียว

มันเกิดจาก interaction ของ

fat + skin + connective tissue + ligaments + muscle + bone + soft-tissue envelope

ดังนั้น การเอา volume กลับมา ≠ การเอา architecture เดิมกลับมา

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเพิ่มน้ำหนักอาจไม่สามารถ restore facial appearance ได้ทั้งหมด

และเป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมการเติม filler ก็ไม่ควรถูกคิดว่าเป็นเพียง

“เติมไขมันที่หายไป” แต่ควรคิดว่าเป็น

การ restore regional volume และ contour ให้เข้ากับ architecture ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ “Ozempic face”?

facial deflation (ใบหน้าที่สูญเสียความเต็ม/ปริมาตร) และ skin laxity (ผิวหย่อน) สามารถเกิดหลัง massive หรือ rapid weight loss จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่เฉพาะ GLP-1

GLP-1 มีพิษต่อ facial fat หรือ

GLP-1 หรือสาเหตุอื่นที่ทำให้น้ำหนักลดเร็ว

rapid weight loss

หลาย fat compartments shrink

facial volume ลดลง

skin + ECM + soft-tissue relationship remodel

weight regain

fat กลับมาไม่เท่ากันทุก depot

facial compartments บางแห่ง recover ไม่เต็ม

“ตัวกลับมา แต่หน้าไม่กลับ”

แล้วคำว่า “หายแล้วหายเลย” ถูกไหม?

ถูกในแง่ clinical appearance แต่ไม่ควรตีความตรง ๆ ว่า “ไขมันถูกทำลายถาวร” ค่ะ

เราไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่า facial adipose tissue ทั้งหมดที่ลดลงจาก rapid weight loss ถูกทำลายและไม่มีวันกลับมา

facial volume อาจฟื้นกลับได้ไม่เต็มที่หรือไม่กลับมาในสัดส่วนเดิม

หลังจากเกิด rapid weight loss และ subsequent weight regain

เพราะ weight regain ไม่ได้ย้อนกระบวนการ weight loss แบบสมมาตร

💉 แล้วทำไมเรื่องนี้สำคัญกับ filler?

เพราะถ้ากลับมาที่ 55 kg

เราไม่ควรคิดว่า “น้ำหนักกลับมาแล้ว ดังนั้น facial fat ก็ควรกลับมา 100%”

และก็ไม่ควรคิดว่า “หายไป 10 kg งั้นเติมหน้าเท่ากับ 10 kg ที่หายไป”

เพราะ facial volume deficit ไม่ได้คำนวณจาก body weight แบบนั้น

และยิ่งไปกว่านั้น ในคนที่ผ่าน rapid weight loss มาแล้ว

native tissue architecture (โครงสร้างเนื้อเยื่อเดิม) อาจเปลี่ยนไป

ดังนั้นการทำหัตถการความงาม ต้องคิดถึง

volume + contour + tissue envelope + support + proportion

ไม่ใช่แค่ “เติมให้เต็ม”

โดยเฉพาะการเติมมากเกินไปเพื่อพยายามย้อนกลับไปหา “หน้าเดิม” อาจทำให้เกิดปัญหา palpability (คลำเจอ), contour irregularity (ผิว/ขอบไม่เรียบ) หรือ volume stacking (เติมซ้อนจนปริมาตรมากเกิน) ได้ง่ายขึ้น

💡 สรุป:

“น้ำหนักเป็นตัวเลขรวม แต่ใบหน้าคือผลรวมของ regional biology.”

“ตอนลดน้ำหนัก เราไม่ได้ถอนเงินจากทุกบัญชีเท่ากัน และตอนน้ำหนักกลับ เราก็ไม่ได้ฝากเงินคืนทุกบัญชีเท่ากัน”

เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีแค่ “ปริมาณไขมัน”

แต่รวมถึง fat distribution + lean tissue + skin envelope + extracellular matrix + soft-tissue architecture

ดังนั้น “ตัวกลับมาแล้ว แต่หน้าไม่กลับ”

จึงไม่ได้เป็นเรื่องแปลก และไม่จำเป็นต้องหมายความว่า facial fat ถูกทำลายถาวร

แต่มันอาจเป็นผลจากสิ่งที่ง่าย ๆ แต่สำคัญมาก:

Weight regain is not a rewind button. น้ำหนักกลับมาได้

แต่ facial architecture ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปจุดเดิมค่ะ

“ตอนน้ำหนักลงเร็วมาก หน้าไม่ได้เสียแค่ไขมันอย่างเดียวค่ะ แต่ทั้งผิวและเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงก็ต้องปรับตัวตาม volume ที่หายไปด้วย พอน้ำหนักกลับมา ไขมันไม่ได้กลับมาที่เดิมทุกจุดในสัดส่วนเท่าเดิม บางส่วนอาจกลับไปสะสมที่ลำตัวหรือบริเวณอื่นมากกว่า และผิวกับเนื้อเยื่อที่ remodel ไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมทันที ดังนั้นตัวเลขบนตาชั่งกลับมาแล้ว แต่ facial architecture อาจไม่กลับมาตามตัวเลขนั้นค่ะ”

ติดตาม Lifestyle ของหมอดรีมกับช่องทาง DOCTOR DAYDREAMER ได้ที่..

YOUTUBE : https://www.youtube.com/doctordaydreamer

FACEBOOK : https://www.facebook.com/doctordaydreamer

INSTAGRAM : https://instagram.com/doctor.daydreamer

TIKTOK : https://www.tiktok.com/@doctordaydreamer

X : https://x.com/drdaydreamerzzz

LEMON8 : https://lemon8-app.com/@doctordaydreamer

WEBSITE : http://www.doctordaydreamer.com

SPOTIFY PODCAST : https://open.spotify.com/show/5hzIs8AE8JDT4DSBjComzG

กลุ่มช่วยกันชำแหละสูตรสกินแคร์ https://www.facebook.com/groups/173089624608800

___________________________________

ติดตาม คลินิกของหมอดรีม Dr. Dream Clinic ได้ที่..

LINE : @drdreamclinic http://lin.ee/JuEPv6h

FACEBOOK (Official fanpage): https://www.facebook.com/drdreamclinic

FACEBOOK (สาขากรุงเทพมหานคร): https://www.facebook.com/drdreamclinicbkk

INSTAGRAM : https://instagram.com/dr.dream.clinic

ขอบคุณค่ะ

Explore More

5 สาเหตุ ” #ผิวบ้วนรองพื้น “🍂 แต่งหน้าไม่ติด | DOCTOR DAYDREAMER  #SKIN101 ep.36 Foundation caking 

กดแชร์ด้วยนะคะ^^5 สาเหตุ ” #ผิวบ้วนรองพื้น “🍂 แต่งหน้าไ […]

#ฝรั่ง หน้าแก่👵🏻 #เอเชีย หน้าเด็ก👩🏻‍🦳 | DOCTOR DAYDREAMER #SKIN101 East Asian VS Western aging pattern

กดแชร์ด้วยนะคะ^^#ฝรั่ง หน้าแก่👵🏻 #เอเชีย หน้าเด็ก👩🏻‍🦳 | […]

ตุ่มขาวๆ👌🏻ดึงแล้วก็ขนหลุดแต่ไม่ใช่ #สิวเสี้ยน | DOCTOR DAYDREAMER  #SKIN101 ep.37

กดแชร์ด้วยนะคะ^^ตุ่มขาวๆ👌🏻ดึงแล้วก็ขนหลุดแต่ไม่ใช่ #สิว […]