กดแชร์ด้วยนะคะ^^

6 ข้อขายฝัน#รักษาหลุมสิว  ฉีด#biostimulator | DOCTOR DAYDREAMER #ACNESCAR101 ep.143 Anti-collapse structure and illusion of scaffold

ถ้าคุณได้ฟังคลิปหลุมสิวล่าสุดของดรีม เทรนด์ #รักษาหลุมสิว 2026❌ไม่รู้อาจถูกหลอก💵❌| DOCTOR DAYDREAMER #ACNESCAR101 ep.142 

คุณจะจำได้ว่า 4 วิธีในการรักษาที่เค้าแนะนำในปีนี้ คือ…

# 🔥 แนวคิดใหม่ปี 2026: Multi-layer + Multi-physics

tier 1: Release — ปลดแรงดึง = เทคนิค Subcision ที่ไม่ทำมั่วทั้งหน้า แต่ “ตัดเฉพาะจุดที่ดึงจริง”

tier 2: Structural Support “สร้างโครง” scaffold ให้ผิวไม่ยุบ = การหันมาใช้ Biostimulator เช่น สารประกอบหินปูน (CaHA), ไมโครพลาสติก (PLA, PLLA, PCL) เป็นต้น

tier 3: Regeneration — ฟื้นฟูผิวจริง “รีเซ็ต environment ของผิว” = การใช้ สารสื่อระหว่างเซลล์ cytokines and cell mediators เช่น : PRF (เลือดตัวเองแบบเข้มข้น), secretome, Nanofat (ไขมันขนาดเล็ก)

tier 4: Surface Remodeling — เก็บผิวด้านบน = จัดการ texture ด้วย Resurfacing devices ที่เรามักเรียกติดปากว่า “Fractional laser” ก็คือ เครื่องที่สร้างแผลเล็กๆแบบตกสะเก็ดได้นั่นเอง

แต่คุณจะรู้ว่า ดรีมบอกไว้ว่า ข้อ tier 2: Structural Support ดรีมไม่ทำ???? เพราะอะไร? ถึงเวลาที่ดรีมจะมาบอกแล้วค่ะว่า…

💡 แนวคิดใช้สารเติมเต็มเพื่อ Anti-collapse achitecture ทำให้ “พื้นข้างล่างแข็งแรง” ทำไมมันขายฝัน? ทำไมทฤษฎีเต็มสิบ แต่ภาคปฏิบัติสอบตก?

## Tier 2: Structural Support — สร้างโครงกันยุบ คืออะไร?

เราเชื่อกันว่า หลังปลดพังผืด ถ้าปล่อยว่าง  ผิวมีโอกาส “ยุบกลับ”

### วิธีเก่า: เติม filler ให้เต็มหลุม

### วิธีใหม่: “สร้างโครง” scaffold ให้ผิวไม่ยุบ

นั่นคือ การหันมาใช้ Biostimulator เช่น สารประกอบหินปูน (CaHA), ไมโครพลาสติก (PLA, PLLA, PCL) เป็นต้น

### 💡 แนวคิดสำคัญ: ไม่ใช่เพื่อเติมเต็มแบบเอาเป็นเอาตายเพื่อให้หลุม “บวมพอง” แต่เพื่อ Anti-collapse achitecture ทำให้ “พื้นข้างล่างแข็งแรง”ค่ะ 

______________________________

❌❌❌ แต่ทำไมดรีมถึงไม่ใช้ Biostimulator ❌❌❌ 

(นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวค่ะ) เพราะ ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์กึ่งถาวรกลุ่มนี้ยังไม่ตอบโจทย์ในเทคนิคที่ดรีมทำค่ะ 

1. ฉีดตื้นไม่ได้

    Biostimulator ฉีดตื้นไม่ได้ (เพราะอาจทำให้เป็น granuloma ไตๆแข็งๆ) จึงไม่เหมาะกับเทคนิคที่ดรีมทำคือ งานหลุมต่อหลุม 

    Biostimulator เหมาะกับฉีดลึก subdermal layer ลงไป 

    “ฉีดลึกก็จมไม่ดันหลุมขึ้น ฉีดตื้นก็เสี่ยงแข็งเป็นก้อน”

    “ฉีดแบบ microdroplet + วางตื้นในชั้นผิว”

    ฟังดูดีมากใช่ไหม — ฉีดนิดเดียว ผิวเรียบขึ้นทันที ✨ แต่ความจริง…มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นค่ะ

    เราต้องการฉีดเติม volume เล็ก ๆ ใต้ก้นหลุม ทำให้ผิวดูเรียบขึ้นทันที และหวังผลกระตุ้นคอลลาเจนเล็กน้อยระยะยาว

    👉 พูดง่าย ๆ คือ “ยกพื้นหลุมขึ้นนิดนึงให้ดูเนียน”

    แต่ เทคนิคนี้ ไม่ได้เหมาะกับทุกหลุมสิว มันจะ work กับเคสประมาณนี้:

    • หลุมตื้น (shallow scar)
    • หลุมแบบ rolling
    • ไม่มีพังผืดดึงรั้งแรง

    👉 ถ้าเป็นหลุมลึก / หลุมที่ถูก “ดึงไว้” เกรด3-4 วิธีนี้แทบไม่ช่วยอะไรเลย นั่นคือ คนไข้ต้องหลุมสิวเกรด 1-2 เท่านั้น ถึงจะฉีดแล้วได้อะไรกลับบ้านบ้าง!!!

    ……………………

    ⚠️ จุดพังที่คนมองข้าม: “ชั้นผิวที่ฉีด”

    คำว่า “ฉีดตื้น” ฟังดูปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้ว…นี่แหละคือจุดเสี่ยง

    ชั้น superficial dermis มีข้อจำกัดเยอะมาก: มันไม่ใช่ชั้นที่ออกแบบมาให้ “รับของ”

    • พื้นที่แคบ
    • เส้นเลือดเยอะ
    • รับปริมาณ filler ได้น้อยมาก

    ……………………

    💥 พอใช้กับ Biostimulator…เรื่องเริ่มไม่สนุก

    ถ้าเอาเทคนิคนี้ไปใช้กับพวกกระตุ้นคอลลาเจน เช่น: Calcium Hydroxylapatite (CaHA), Poly-L-lactic acid (PLLA) ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นทันที

    💣 1. เป็นเม็ด (nodule) เห็นชัด เพราะฉีดตื้นเกินไป

    ผิวบาง → มองเห็นเป็นตุ่ม ๆ ใต้ผิว

    👉 จากอยากเรียบ…กลายเป็นเป็นไต

    💣 2. ผิวไม่เรียบแบบใหม่ (lumpy collagen)

    microdroplet = กระตุ้นเป็น “จุด ๆ” แทนที่จะได้ผิวเนียน

    👉กลับได้คอลลาเจนเป็นก้อนเล็ก ๆ กระจาย ผิวเลยดูไม่ smooth แบบที่คิด

    💣 3. เสี่ยง granuloma มากขึ้น

    ชั้นผิวตื้น = เป็นพื้นที่ที่ immune active สูง

    พอมีสารแปลกปลอมอยู่รวมกัน ร่างกายมีโอกาสตอบสนองแรง

    👉 บางเคสกลายเป็นก้อนอักเสบระยะยาว

    ______________________________

    2. เหมาะกับฉีดเพื่อเป็นบริเวณกว้างๆมากกว่า

      Biostimulator เหมาะกับฉีดเพื่อ volume augmentation เป็นบริเวณกว้างๆ มากกว่า focal เฉพาะหลุม

      👉 คนไข้หลุมสิวเกรด 3-4 จึงมองว่า…

      “ฉีดมาแล้วเหมือนไม่ได้ฉีด”

      “แก้มตอบดีขึ้น แต่หลุมอยู่ที่เดิม”

      เวลาคุณจะไปฉีดฟิลเลอร์รักษาหลุมสิว คุณจะจินตนาการว่า คุณหมอจะฉีดเข้าไปในหลุม แล้วหลุมจะขึ้นเต็มแบบ “หยอดขนมครก” = “ฉีดแบบ microdroplet + วางตื้นในชั้นผิว” …แต่ดรีมจะบอกให้ค่ะว่าเค้าไม่ได้ทำแบบนั้นให้คุณ

      ส่วนใหญ่คุณหมอที่ใช้ Biostimulator รักษาหลุมสิว เค้าจะใช้ subcision with blunt cannula อยู่แล้วค่ะ (เข็มทู่ยาววววววว) และฉีดบริเวณกว้าง 

      👉 ดังนั้นจึงเห็นผลลัพธ์ volume augmentation มากกว่าหลุมที่ถูกดันแบบเฉพาะหลุมค่ะ

      จึงไม่แปลกเลยที่คนไข้จะบ่นว่า “แก้มตอบดีขึ้น แต่หลุมอยู่ที่เดิม”

      ______________________________

      3. Illusion scaffold สร้างนั่งร้าน “มโน”

        3 สิ่งที่ scaffold ควรเป็นได้

        1) continuous 3D matrix ต้องมีโครงสร้างเป็นสามมิติอย่างต่อเนื่อง

        2) interconnected structure โครงสร้างต้องมีการเชื่อมกัน ไม่ใช่สารที่ทึบกันเป็นเนื้อเดียว มีช่องว่างเพื่อให้เซลล์มาเกาะ และมีเส้นเลือดเข้ามาเลี้ยงได้ 

        3) mechanical framework จะต้องแข็งแกร่งพอที่จะรับแรงโหลดที่มากระทำจากด้านบนได้ โดยโครงสร้างจะทำการกระจายแรงออกไปทางด้านข้าง คล้ายถนนคอนกรีตที่รับแรงรถยนต์ด้านบนได้โดยที่ไม่ยุบตัวลงมา 

          แต่พอในทางปฏิบัติเราเอาเข้ามาฉีดในหน้าคนไข้จริงๆ กลับพบว่า…

          Biostimulator ไม่สามารถสร้าง scaffold ได้จริง ไม่มี3 คุณสมบัตินั้นเลย

          เมื่อสร้างไม่ได้ก็แปลว่าคุณสมบัติ Anti-collapse achitecture  ก็ทำไม่ได้อย่างที่ปากว่าค่ะ 

          ดรีมจะทยอยทำคลิป เหตุผลของทีละสารนะคะ ว่า ทำไมต้องเป็นแบบนั้น? 

          ใครสนใจลองคลิกฟัง CaHA กันก่อนได้เลยค่ะ ถูกหลอกฉีด #CaHA 💉มาตลอด💥ทฤษฎีเต็ม10ปฏิบัติสอบตก⁉️ | #SKINCARE101 ep.69 CaHA and fake #scaffold

          ______________________________

          4. Fibrosis อาจทำหน้าที่เหมือน “กาว” ได้อยู่ดี

          Biostimulator มีจุดขายที่สร้าง fibroplasia (ก็ collagen bands นั่นแหล่ะ)

          ดังนั้น ทฤษฎีฉีดไปในหลุมเพื่อป้องกันการยึดติดกันหลังทำ subcision

          ดรีมยังคิดว่ามีความย้อนแย้งกันอยู่ เพราะ Biostimulator ยังไงก็ต้องเรียก fibroplasia มายึดชั้นที่เราพึ่งตัดให้แยกออกจากกันอยู่แล้ว ให้ติดกันอยู่ดี

          “หาก fibroplasia ที่เกิดขึ้นเราควบคุมไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ทำหน้าที่เหมือนกาว”

          ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วสงสัยให้คลิ๊กดูคลิปนี้ได้เลยค่ะ เอาดีๆ“กระตุ้น #คอลลาเจน ” หรือกระตุ้น #พังผืด ⁉️: หลังฉีด #biostimulator | #SKIN101 ep.38 #หมอดรีม

          ______________________________

          5. ฉีดไม่ได้ทุกหลุมบนใบหน้า

          ภาวะอุดตันหลอดเลือดที่เราชาวฟิลเลอร์กลัว vascular occlusion หน้าเน่า ตาบอด

          อย่าลืมว่า ในเทคนิค anti-collapse ที่ดรีมคุยกับคุณในที่นี่ คือ เทคนิคแบบฉีดตึ้นเพื่อดันหลุม แบบ focal หลุมต่อหลุมนะคะ นี่คือ โจทย์ของเรา ฉีดเหมือน “การหยอดขนมครก”

          ดังนั้นไม่ใช่ว่าทุกหลุมสิวที่อยู่บนใบหน้าคุณ จะฉีดได้แบบพรมๆ มั่วๆ ได้หมด

          👉 “microdroplet + superficial dermis” ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป

          เพราะ layer นี้มี vessel network เยอะ + ผิวบาง

          ดังนั้น การที่คุณคิดว่า จะจับฟิลเลอร์ยัดไปตรงไหนของใบหน้าก็ได้ คุณคิดผิด

          ดรีมจะสรุป 5 danger zones ที่ต้องระวังจริงในคลินิกให้ค่ะ

          ถ้าคุณคิดจะฉีดฟิลเลอร์ทั้งมียาสลายได้ หรือ ไม่มียาสลายก็ตาม ต้องคิดหนักหมด!!!

          ……………………

          🚨 Danger Zones

          🔴 1. ใต้ตา หน้าแก้ม Infraorbital / Tear trough

          เส้นเลือด Infraorbital artery อยู่ตื้น ประกอบกับ ผิวบางมาก

          🔴 2. หน้าแก้ม ร่องแก้ม Nasolabial fold (medial cheek)

          เส้นเลือด Facial artery วิ่งคดเคี้ยว ความลึก ไม่คงที่

          👉 ฉีดตื้นก็ยัง “โดนได้”

          🔴 3. หน้าผาก ระหว่างคิ้ว Glabella

          เส้นเลือด supratrochlear / supraorbital arteries

          Filler หน้าผาก (frontal) ควรวางในชั้นลึก = supraperiosteal (ชิดกระดูก)

          เพื่อให้ได้รูปทรงที่เนียน ปลอดภัย และลดความเสี่ยง

          ⚠️ แต่ “ฉีดลึกก็จมไม่ดันหลุมขึ้น” ไงคะ

          หน้าผากเรียกได้ว่า เป็น “classic danger zone” เลยค่ะ ใจไม่แข็งพอ อย่าไปยุ่ง

          ฉีดตื้นอันนี้ไม่แนะนำเด็ดขาด

          🔴 4. จมูก Nose (nasal dorsum / sidewall)

          เส้นเลือด Dorsal nasal artery ตัวนี้ ตัวดีเลยหล่ะ เพราะ ความเสี่ยงสูงสุด เชื่อมกับ ophthalmic system ที่ไปเลี้ยงลูกตาได้ค่ะ

          น้องจะเชื่อม (anastomosis) กับระบบ angular artery (จาก facial artery ในข้อ 2) และ supratrochlear / supraorbital arteries (ในข้อ 3) ได้

          ยิ่งเชื่อมกันเยอะ ความเสียหายจะยิ่งมากค่ะ หากเกิดการอุดที่ตรงใดตรงนึง โอกาสพังหลายระบบก็มี

          Dorsal nasal artery เชื่อมกับ Ophthalmic artery → ซึ่งให้แขนงเป็น Central retinal artery

          แรงดันจากการฉีด → ดัน filler ย้อนขึ้น (retrograde)

          การอุดตันย้อนกลับ (retrograde embolization) สามารถไปปิด central retinal artery → ตาบอด

          จุดที่ทำให้ “ตาบอดทันที” เพราะ central retinal artery เป็น end artery เหมือน final destination “สถานีสุดท้าย” ค่ะ

          ไม่มี collateral circulation หรือ เส้นเลือดอื่นมาช่วยแล้ว

          👉 ถ้าอุด: retina ขาดเลือดภายในไม่กี่นาที เกิด irreversible blindness บอดสนิท

          ⚠️ Insight สำคัญ คุณจะเข้าใจแล้วหล่ะ ว่า เราไม่จำเป็นต้องฉีด “เข้าไปในตา” ถึงทำให้ตาบอด

          แค่ฉีดเข้าหลอดเลือดบริเวณจมูก หรือ บริเวณอื่นๆ ก็สามารถ วิ่งย้อนขึ้นไปถึงตาได้

          🔴 5. ขมับ Temple (superficial temporal region)

          เส้นเลือด Superficial temporal artery ใหญ่ แต่บางส่วนอยู่ตื้น และแตกแขนงไปเลี้ยงหลายส่วนของใบหน้า

          Filler ขมับควรวาง “ชั้นลึกติดกระดูก (supraperiosteal)” เป็นหลัก

          และบางเคสอาจเสริม “ชั้นลึกใต้พังผืดลึก” เพื่อเก็บทรง

          ⚠️ แต่ “ฉีดลึกก็จมไม่ดันหลุมขึ้น” ไงคะ

          สรุป ขมับไม่ใช่ zone สำหรับ superficial microdroplet ฉีดตื้นแน่นอน

          🧠 สรุปสั้นก่อน

          📍 Anatomy ของขมับ (จากบนลงล่าง)

          1. ผิวหนัง (skin)
          2. ไขมันตื้น (superficial fat)
          3. Superficial temporal fascia (ชั้น SMAS)
          4. ชั้นหลวม (loose areolar layer)
          5. Deep temporal fascia
          6. กล้ามเนื้อ Temporalis muscle
          7. เยื่อหุ้มกระดูก (periosteum)
          8. กระดูกกะโหลก

          💉 Layer ที่ “ใช้จริง”

          1. Supraperiosteal (ชิดกระดูก) — Gold standard

          • ลึกสุด ใต้กล้ามเนื้อ Temporalis muscle
          • ใช้ bolus เล็ก ๆ

          ข้อดี:

          • ปลอดภัยกว่า (หลบเส้นเลือดตื้น)
          • ได้ volume ที่ “ยกทั้งแอ่ง”
          • ไม่เป็นคลื่น

          2. Deep temporal space (ใต้ Deep temporal fascia)

          • อยู่เหนือกล้ามเนื้อ
          • ใช้ cannula กระจาย

          ข้อดี:

          • เติมได้เนียน
          • ปั้น contour ได้ดี

          ⚠️ Layer ที่ควรระวัง

          Superficial layer (เหนือ Superficial temporal fascia)

          เสี่ยง:

          • เห็นเป็นก้อน/คลื่น
          • ไปโดนเส้นเลือด

              👉 เช่น Superficial temporal artery

          • มีโอกาส bruise สูง

          ⚠️ จุดอันตราย

          • Superficial temporal artery วิ่งในชั้นตื้น
          • มี nerve branches

          👉 ดังนั้น:

          ฉีดลึก = ปลอดภัยกว่า

          ฉีดตื้น = aesthetic fail + vascular risk

          🟡 Relative safer zones (แต่ยังต้องระวัง)

          ✔️ Lateral cheek (ส่วนกว้าง)

          • vessel ใหญ่จะลึกกว่า

          • พื้นที่มาก

          👉 ใช้ได้ แต่:

          • ต้อง “micro จริง”

          • ไม่ stacking

          ✔️ Acne scar บริเวณแก้มด้านนอก

          👉 ใช้เป็น finishing step ได้

          ⚠️ Red flags ของเทคนิคนี้

          • แทงถี่ ๆ ด้วย sharp needle → risk เข้าหลอดเลือดเพิ่ม

          • superficial เกิน → เห็นเป็นเม็ดทันที

          • biostimulator → immune reaction ชัดขึ้น

          🧠 Insight สำคัญ

          👉

          Danger ของ technique นี้ ไม่ได้มาจาก “ตำแหน่งเดียว”

          แต่เกิดจาก:

          • layer ตื้น

          • needle sharp

          • injection ซ้ำ ๆ หลายจุด

          ➡️ cumulative risk สูงขึ้น

          🎯 สรุปแบบคม

          👉

          Superficial microdroplet = low volume แต่ high visibility risk

          และ:

          👉

          Danger zone คือบริเวณที่ “vessel ตื้น + เชื่อมกับ critical circulation”

          🧠 เวอร์ชันจำง่าย

          “The more superficial you inject,

          the less room you have for error.”

          6. ดรีมมองว่าส่วนใหญ่การสร้าง scaffold ยังเหมาะกับงาน 3D printed organ ที่เราทำในแล็บมากกว่าทำในร่างกายมนุษย์ค่ะ เพราะโอกาสควบคุมผลลัพธ์ให้ถึงตามที่หวังมันง่ายกว่าในระบบห้องแล็บค่ะ ร่างกายมนุษย์มีเซลล์ภูมิคุ้มกันมาแทรกแซง (เรื่องนี้ยาวขอเล่าต่อในคลิปหน้าๆนะ)

          “3D printing model builds structure first, then adds life.

          But Biostimulators trigger life first —  and hope the structure will be emerge.”

          ดังนั้น ในข้อ 2 Structural Support นี้ดรีมจึงยังไม่ใช้ในงานของดรีมค่ะ เพราะคิดว่าถึงเทรนด์แนะนำ แต่ผลิตภัณฑ์ที่เรามีตอนนี้ยังไม่ตอบโจทย์ตามทฤษฎี Anti-collapse achitecture อย่างแท้จริงค่ะ 

          ซึ่งไม่ได้แปลว่า คุณหมอท่านอื่นต้องเชื่อ หรือ ทำแบบดรีมนะคะ มันเป็นแค่ลักษณะงานใคร ลักษณะงานมันค่ะ ชอบลัทธิไหน ไปลัทธินั้นค่ะ!!!!!

          Explore More

          ทา #กรดลอกผิว #หลุมสิว หาย⁉️| DOCTOR DAYDREAMER #ACNESCAR101 

          กดแชร์ด้วยนะคะ^^ทา #กรดลอกผิว #หลุมสิว หาย⁉️| DOCTOR DA […]

          ฉีด #ฟิลเลอร์งานผิว #หลุมสิว ระวังผิวจริงฝ่อ | #ACNESCAR101 ep.141 #หมอดรีม

          กดแชร์ด้วยนะคะ^^ฉีด #ฟิลเลอร์งานผิว #หลุมสิว ระวังผิวจร […]